วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2558

AAV ออกโรงแจงไม่ได้รับผลกระทบ หลัง FAA ลดเกรด

บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV ระบุว่า ตามที่สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ (Federal Aviation Administration: FAA) ได้ปรับลดอันดับมาตรฐานด้านการบินของสานักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) จาก Category 1 มาเป็น Category 2 เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2558 ส่งผลให้สายการบินที่จดทะเบียนภายใต้สานักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยไม่ สามารถทาการเพิ่มเที่ยวบินหรือเส้นทางบินใหม่สู่ประเทศสหรัฐอเมริกาได้นั้น
ทั้งนี้บริษัทขอยืนยันว่าบริษัทไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากกรณีดังกล่าว เนื่องจากบริษัทไม่มีเส้นทางบินไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา และไม่มีการทาความตกลงเที่ยวบินร่วม (Codeshare) กับสายการบินของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยบริษัทขอยืนยันถึงมาตรฐานความปลอดภัยทางด้านการบินในระดับสากล เพื่อความมั่นใจและความปลอดภัยสูงสุดของผู้โดยสาร

วันนี้ผมจึงนำกราฟมาให้วิเคราะห์กันครับ


ขอขอบคุณข่าวจาก :: ข่าวหุ้น

หากสนใจทดลองใช้งานโปรแกรม investorPlugin ได้ฟรี 14 วัน คลิ๊กเลย

Tel :: 02 166 3159-61 # 103-106
Email :: sales@investorz.com

วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ตลท. จับ UREKA ขยายช่วงดำเนินการ Cash Balance มีผลวันนี้

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ระบุว่า ตลท.ประกาศหลักทรัพย์ที่ขยายช่วงดำเนินการเข้ามาตรการกำกับการซื้อขาย ระดับ 1 : Cash Balance ดังนี้ บริษัท ยูเรกา ดีไซน์ จำกัด (มหาชน) หรือ UREKA และใบสำคัญแสดงสิทธิในการจองซื้อหุ้นสามัญ ของบริษัท ยูเรกา ดีไซน์ จำกัด (มหาชน) ครั้งที่ 1 หรือ UREKA-W1 มีผลวันที่ 2 ธ.ค. 2558 สิ้นสุด 22 ธ.ค. 2558

วันนี้ผมจึงนำกราฟมาให้ชมกันครับ


ขอขอบคุณข่าวจาก :: ข่าวหุ้น

หากสนใจทดลองใช้งานโปรแกรม investorPlugin ได้ฟรี 14 วัน คลิ๊กเลย

Tel :: 02 166 3159-61 # 103-106
Email :: sales@investorz.com

วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

SGP ตั้งบริษัทย่อยในสิงคโปร์ รองรับการดำเนินงานในอนาคต

บริษัท สยามแก๊ส แอนด์ ปิโตรเคมีคัลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SGP ได้มีการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทย่อยในประเทศสิงคโปร์ เพื่อใช้รองรับการดำเนินงานของบริษัทในอนาคต ชื่อบริษัท Siamgas Myanmar Consortium Pte. Ltd. จดทะเบียนในประเทศสิงคโปร์ ประเภทธุรกิจเป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นเพื่อถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company)

โดยมีทุนจดทะเบียนและเรียกชำระแล้ว 100 ดอลลาร์ สิงคโปร์ หรือประมาณ 2,566 บาท (อัตราแลกเปลี่ยนที่ 1 ดอลลาร์ สิงคโปร์ เท่ากับ 25.66 บาท) มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 ดอลลาร์ สิงคโปร์ จำนวน 100 หุ้น

สำหรับสัดส่วนกำรถือหุ้น 1. บริษัทถือหุ้นร้อยละ 80 ของทุนจดทะเบียนและเรียกชาระแล้ว 2. Asiatech Energy Pte. Ltd. ถือหุ้นร้อยละ 20 ของทุนจดทะเบียนและเรียกชาระแล้ว (เป็นบริษัทที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน)

วันนี้ผมเลยนำกราฟมาให้วิเคราะห์กันครับ จากที่เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ เห็นกราฟแล้ว เป็นยังไงบ้างเอ่ย ??

ขอขอบคุณข่าวจาก :: ข่าวหุ้น 

หากสนใจทดลองใช้งานโปรแกรม investorPlugin ได้ฟรี 14 วัน คลิ๊กเลย

Tel :: 02 166 3159-61 # 103-106
Email :: sales@investorz.com

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

อย่าลืมหุ้นติด Cash Balance เริ่มวันนี้!

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ระบุว่า ตลท.ประกาศหลักทรัพย์ที่ขยายช่วงดำเนินการเข้ามาตรการกำกับการซื้อขาย ระดับ 1 : Cash Balance ดัง นี้ บริษัท ทาคูนิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TAKUNI และบริษัท เดอะ สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ THE โดยให้มีผลวันที่ 30 พ.ย. 2558 สิ้นสุดวันที่ 18 ธ.ค. 2558

วันนี้ผมเลยนำกราฟราคาของวันที่ 27/11/2015 มาให้ชมกันครับ แล้วมาดูกันว่าราคาวันนี้จะเป็นไปในทิศทางไหนกัน


กราฟบริษัท ทาคูนิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TAKUNI


 กราฟบริษัท เดอะ สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ THE


 ขอขอบคุณข่าวจาก :: ข่าวหุ้น

หากสนใจทดลองใช้งานโปรแกรม investorPlugin ได้ฟรี 14 วัน คลิ๊กเลย

Tel :: 02 166 3159-61 # 103-106
Email :: sales@investorz.com

วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

มาดู "นิสัยหุ้น IPO" กัน


"นิสัยหุ้น IPO" 



หุ้น IPO หรือ Initial Public Offering คือหุ้นที่เกิดจากกาาเสนอขายให้แก่สาธารณชนเป็นครั้งแรก เพื่อเป็นการระดมทุนให้กับบริษัทที่เสนอขายหุ้นนั้นไว้ใช้ในการดำเนินและขยายงานต่อไป ทุกครั้งที่มีข่าวว่าจะมีการจองหุ้นแบบนี้ เหล่านักลงทุนหลายกลุ่มก็จะรู้สึกตื่นเต้นไปด้วยไม่มากก็น้อย ส่วนมากแล้วก็มักต้องการได้รับการจัดสรรหุ้นให้บ้างไม่มากก็น้อย เพื่อหวังว่าจะนำเข้าไปขายในตลาดฯ เมื่อทำการเปิดซื้อขายในวันแรกๆ หรือแม้แต่จะไม่สามารถจองได้ก็ตาม ก็จะคอยติดตามเข้าซื้อเพื่อขายทำกำไรในวันแรกๆ ของการซื้อขายนั่นเอง แต่ก่อนที่เราจะคิดทำการสิ่งใดกับหุ้นในลักษณะนี้ คงต้องเรียนรู้นิสัยของมันก่อน ซึ่งโดยปกติแล้ว หุ้น IPO ไทย จะมีลักษณะหลายอย่างซ้ำๆ กันคือ

(1) มักแพง (คิดอนาคตแล้วก็ยังไม่ถูก)
เรื่องนี้ก็ต้องนับว่าเป็นฝีมือของผู้ที่ทำหน้าที่ที่ปรึกษาทางการเงินและการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์และในการทำราคาของหุ้นที่จำหน่ายให้กับสาธารณชนนี้ ซึ่งแน่นอนว่าการขายได้ในราคาที่สูงก็จะทำให้บริษัทได้เงินจำนวนมากเงินจำนวนนี้จะอยู่ในส่วนของส่วนเกินมูลค่าหุ้นในบัญชีส่วนของผู้ถือหุ้น

สินทรัพย์ = ส่วนของผู้ถือหุ้น + หนี้สิน
โดยที่ ส่วนของผู้ถือหุน = ทุน + กำไรสะสม
ทุน = ทุนเรือนหุ้น (คือ ราคาพาร์ x จำนวนหุ้น) + ส่วนเกินมูลค่าหุ้น (คือ ส่วนราคาที่สูงกว่าราคาพาร์ x จำนวนหุ้น) ถ้าขายได้ราคาสูง บริษัทก็ก็จะมีสินทรัพย์มากไว้ดำเนินกิจการ

(2) หุ้นดีจริง มักไม่ถึงมือรายย่อย (จองไม่ได้)
บางบริษัทที่มีอนาคตดีจริงๆ หุ้นของบริษัทเหล่านั้นก็จะเป็นที่ต้องการของคนจำนวนมาก โดยทั่วไปแล้วการขายหุ้นให้กับสาธารณะชนเป็นครั้งแรกอย่างนี้ผู้ที่ทำการจัดจำหน่ายก็จะต้องการความมั่นใจในระดับหนึ่งว่าสามารถขายได้จำนวนมากหรือขายได้ทั้งหมด ดังนั้นส่วนใหญ่แล้วหุ้นของบริษัทที่ดีก็มักจะถูกนักลงทุนรายใหญ่ที่ซื้อเป็นปริมาณมากจองไปก่อน เรียกง่ายๆ ว่าจองไปเกือบทั้งหมดนั่นแหละ จะเหลือก็ปริมาณน้อยมากหรือแทบไม่เหลือเลยก็ว่าได้เป็นส่วนที่จะมาถึงมือนักลงทุนรายย่อย ดังนั้นถ้าเราเห็นหุ้น IPO ใดที่ตกมาถึงมือรายย่อยได้ก็ควรจะระวังไว้สักนิดว่าอาจจะไม่ใช่หุ้นของบริษัทที่ดีจริง หรือเป็นหุ้นที่ออกมาในราคาที่เหมาะสมน่าลงทุนจริงๆ สักเท่าไหร่นัก

(3) เมื่อเข้าวันแรก มักจะวิ่งหูตาตั้ง ส่วนวิ่งไปได้แค่ไหน นานเท่าไร แล้วแต่ใครบางคน/กลุ่ม
นี่เป็นลักษณะของหุ้นไอพีโอที่เมื่อเข้ามาวันแรกก็จะสามารถซื้อขายได้อย่างเสรี การขึ้นของราคาในอัตราที่สูงมากส่วนใหญ่แล้วเป็นเพราะแรงเก็งกำไรผสมกับความที่นักลงทุนยังมีข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับบริษัทนั้นไม่มากนักทำให้การคำนวนราคาที่เหมาะสมที่ควรจะเป็นจริงๆ ไม่ว่าในทางพื้นฐานหรือในทางเทคนิคทำได้ไม่ง่าย และเกิดการเคลื่อนไหวของราคาในอัตราที่สูงมากทั้งทางด้านขึ้นและลงในวันแรกๆ ของการซื้อขาย อย่างไรก็ตามเนื่องจากเราไม่รู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับกิจการมากนักเราจึงไม่สามารถคาดการณ์ราคาที่เหมาะสมได้การเปลี่ยนแปลงของราคาในวันแรกๆ จึงมักเป็นไปอย่างไร้เสถียรภาพ และไม่สามารถคาดการณ์ได้เลยว่าเพราะถ้าจะขึ้นหรือลงเท่าไรและไปหยุดอยู่ที่ใดเป็นเวลานานเท่าไร

(4) มีข้อยกเว้นเหมือนกัน
ถ้าจะว่าในเรื่องของราคาในวันเข้าซื้อขายที่มักจะเพิ่มสูงขึ้นกว่าราคาจอง แต่มีข้อยกเว้นสำหรับหุ้นของบริษัทที่ไม่ค่อยดีนัก (คือแย่ นั่นแหละ) ที่เจ้าของเดิมอาจจะคิดหากำไรจากการนำหุ้นออกมา "ปล่อย" ออกสู่ตลาด หรือราคาจองสูงมากเกินความเป็นจริงไปมาก และ/หรือ สภาพตลาดไม่เอื้ออำนวยในวันนั้นจริงๆ เมื่อทำการซื้อขายวันแรกราคาอาจจะร่วงตกต่ำตั้งแต่แรกเลยก็เป็นไปได้เหมือนกัน นั่นหมายความว่าไม่ใช่หุ้นแบบนี้จะมีราคาขึ้นกว่าราคาจองเสมอไปนะครับ

(5) ราคามักลดต่ำลงในกรอบ 1 สัปดาห์ - หลายเดือน บางทีเป็นปีก็มี
เนื่องจากแรงเก็งกำไรที่สูง และทำให้ราคาถูกดีตัวขึ้นไปสูงมากในวันแรกหลังจากที่มีการซื้อขายกันพอสมควรแล้วอาจจะเป็นช่วงเวลาหลายวันหรือประมาณ 1-2 สัปดาห์ ก็จะมีทั้งผู้ที่ได้กำไรและรีบหนีออกไปจากหุ้นนั้น และมีผู้ที่ขาดทุนแต่หนีไม่ทันและติดหุ้นอยู่อย่างนั้น (ถ้าไม่ยอมขายตัดขาดทุนออกมา) เมื่อรวมกับการที่ปริมาณการซื้อขายที่ลดน้อยลงจนทำให้เกิดอาการที่เรียกว่าฝ่อไปหมดหุ้นก็จะอยู่ในสภาวะไม่มีคนเล่น ราคาก็ตกต่ำอยู่อย่างนั้น เมื่อถึงตรงนี้แล้วมักบอกไม่ได้ว่าจะใช้เวลานานเท่าไรจึงสามารถกลับฟื้นตัวขึ้นมาได้

ดังนั้นคำแนะนำของผมสำหรับเพื่อนที่ต้องการซื้อขายหุ้นไอพีโอก็คือเราคงต้องทำตัวแบบผู้ไม่รู้ นั่นคือความไม่รู้แปลว่าเสี่ยง ดังนั้นเมื่อเราทำสิ่งที่เสียงเราย่อมต้องจำกัดการขาดทุนเอาไว้ด้วย ผู้ที่ซื้อหุ้นเหล่านี้จะต้องคิดไว้ล่วงหน้าเลยว่าหากราคาเพิ่มสูงขึ้นถึงเท่าใดจะทำอย่างไรกับมัน และในทางตรงกันข้ามหากราคาลดลงถึงเท่าใดขาดทุนกี่เปอร์เซ็นต์จะตัดสินใจอย่างไร สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดจะต้องคิดไว้ล่วงหน้าก่อนที่จะทำการซื้อหุ้นไม่ใช่ว่าซื้อแล้วค่อยมาคิดทีหลังนะครับ เพราะเมื่อถึงเวลานั้น อาจจะไม่ทันการและอาจจะขาดทุนเป็นจำนวนมากได้

credit : มือเก่าหัดขับ 
noobhoon.blogspot.com

หากสนใจทดลองใช้งานโปรแกรม investorPlugin ได้ฟรี 14 วัน คลิ๊กเลย

Tel :: 02 166 3159-61 # 103-106
Email :: sales@investorz.com

วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

สุดยอด! AOT งบปี 58 กำไรเพิ่มขึ้น 53% ยอดผู้โดยสารเพิ่ม-รายจ่ายลด

บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT รายงาน ผลการดำเนินงานประจำปี 2558 สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.58 (รวมบริษัทย่อย) มีกำไรสุทธิ1.87 หมื่นล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 13.11 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 53% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1.22 หมื่นล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 8.55 บาทต่อหุ้น
 
ทั้งนี้ จากผลการดำเนินที่เพิ่มขึ้น มีสาเหตุหลักคือ จำนวนเที่ยวบิน และจำนวนผู้โดยสารโดยรวมของทั้ง 6 ท่าอากาศยานเพิ่มขึ้น รวมถึงบริษัทมีค่าใช้จ่ายลดลงจากปีก่อน

มีใครที่ถือหุ้นตัวนี้อยู่บ้างไหมเอ่ย ??


ขอขอบคุณข่าวจาก :: ข่าวหุ้น

หากสนใจทดลองใช้งานโปรแกรม investorPlugin ได้ฟรี 14 วัน คลิ๊กเลย

Tel :: 02 166 3159-61 # 103-106
Email :: sales@investorz.com

สุดยอด นักวิเคราะห์หุ้นไทย Thai Best Analysts : Life & Work


สุดยอด นักวิเคราะห์หุ้นไทย

Thai Best Analysts : Life & Work



ผู้เขียน: ภัชราพร ช้างแก้ว
ผู้แปล ผู้เรียบเรียง: N/A
ปี: 2009
สำนักพิมพ์: แฟมมิลี่ โนฮาว

ทางบริษัทอินเวสเตอร์ มีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้รับเชิญให้สนับสนุนการจัดทำหนังสือเล่มนี้อย่างเป็นทางการ โดยคำแนะนำของนิตยสาร มันนี่ แอนด์ เวลธ์ หนังสือเล่มนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเผยแพร่วิชาการลงทุนและแนะนำชีวิตของนักวิเคราะห์หลายๆคน ในโบลกเกอร์ต่างๆ ในประเทศ

เข้าใจถึงหลักการเขียนบทวิเคราะห์

หนังสือเล่มนี้ ไม่ได้เขียนถึงหลักการเล่นหุ้นแต่อย่างใด จึงขอไม่ให้คะแนนรวม ถึงแม้จะให้คะแนนในบางหมวดบ้าง ตามปกติ ผู้ที่จะได้รับประโยชน์ในการอ่าน น่าจะเป็นท่านที่ต้องการจะประกอบอาชีพ หรือ กำลังมองทางเลือกในอาชีพนี้อยู่ ท่านจะได้เห็นถึงจุดยืน ความคาดหวัง มุมมอง รสชาติของการทำงาน และ ความสำเร็จ ของนักวิเคราะห์ที่มีชื่อเสียงในแวดวงนี้

หรือหากท่านเป็นแฟนคลับของ นักวิเคราะห์ในที่นี้ก็คงจะไม่ผิดหวังเป็นแน่ เพราะพวกเขาเหล่านั้นทำงานและอุทิตให้กับงานอย่างน่าชื่นชม

70% ของนักวิเคราะห์ในเล่มนี้มักจะพูดถึงความหนักใจถึงบทวิเคราะห์ที่ต้องถูกใจนักลงทุน โดยที่จะต่างกันไปตามประเภทของกลุ่มผู้อ่าน จากประเภทกองทุนจนถึงประเภทรายย่อย ประการที่สอง ก็คือการที่จะทำให้นักลงทุนที่อ่านได้ประโยชน์และไม่ผิดหวังเพราะเชื่อในคำแนะนำ อาทิ

"ถ้าวิเคราะห์ถูก ลูกค้าก็ชม แต่ถ้าวิเคราะห์ผิด ลูกค้าก็ด่า"
"นักวิเคราะห์อาจเป็นฮีโร่ในอาทิตย์นี้ และเป็นไอ้งั่งในอีกอาทิตย์ถัดมาก็ได้"

ในฐานะนักลงทุนรายย่อยคนหนึ่ง และได้คลุกคลีกับนักลงทุนรายย่อยพอสมควร ผมขอให้ความเห็น ว่านักลงทุน และ นักวิเคราะห์จากโบรก น่าจะมีจุดยืนที่ต่างกัน (ในเชิงจิตใจ) นั่นคือ จุดประสงค์หลักของนักลงทุนต้องการผลลัพธ์ เป็นตัวเงิน ในขณะที่ นักวิเคราะห์ต้องการ ความพอใจของนักลงทุนเป็นหลัก

การวิเคราะห์หุ้นนั้นมีหลายวิธี หากแต่ผลลัพธ์ ช้าเร็วแตกต่างกันไป การคิดก็แตกต่างกันไป แล้วการบริหารการซื้อขายก็ต้องแตกต่างกันไปด้วย

อาทิเช่น ถ้าเราพูดถึง บริษัทอย่าง Toyota ในปัจจุบันซึ่ง ถูกกระหน่ำอย่างหนักจากข่าวร้ายในช่วงที่ผ่านมา ยอดขายตกลงอย่างต่อเนื่อง PE ก็ติดลบ ถึงสองหลัก ถ้าเป็นท่านจะเขียนซื้อหรือขาย ? เพราะทุกอย่างมองได้ มากกว่า สองมุมเสมอ เพราะถ้ามอง Fundamental อาจจะไม่ดี มอง Brand หรือ Management อาจจะดีว่าจะผ่านร้อนไปได้ หรือมอง เทคนิคคัล ยังต้องรอจังหวะไปก่อน ... ตรงนี้ จะเกิด Dilemma เพราะ ขึ้นอยู่กับนักวิเคราะห์เองว่าเล่น style ไหนได้บ้าง หรือ ว่ายืนตามเฉพาะแบบฉบับของตนเองอย่างเดียว ในขณะที่ นักลงทุน จะทำตามแบบฉบับของตนเองเป็นหลัก

หรือ ตัวอย่างง่ายๆ ในเล่มอย่างการแนะนำ หุ้นที่มี Volume ต่ำแต่ Fundamental ดี ทำให้ลูกค้าติดหุ้น มาต่อว่า ก็เป็นเรื่องของมุมมองที่ต่างกันนั่นเอง

ในเล่มนี้บางท่านให้ข้อคิดที่ดีทีเดียว อย่าง
คุณ ธวัชชัย อัศวพรไชย ก็ให้หลักการเขียนบทความที่ อิง Sentiment ด้วย อิง Fundamental ด้วย
คุณ เพดิมภพ สงเคราะห์ ก็ให้ข้อคิดในการจัดพอร์ตยามเกษียณอายุ
คุณ วชิราลักษณ์ แสงเลิศศิลปชัย กับการเผชิญหน้ากับลูกค้าที่มี อิทธิพล

เรียนรู้การวิเคราะห์ด้วยตนเอง 

ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้ใช้บทวิเคราะห์ในการตัดสินใจแต่อย่างใด

ทั้ง Style การลงทุนแบบ ต่างๆท่านจะฝึกฝนได้เอง ตามอายุการเล่น และ การใฝ่หาความรู้ และโอกาสที่ นำเสนอโดย ตลาดเอง
นักลงทุนด้วยกัน มักจะได้เครดิตดีกว่า นักวิเคราะห์ อาทิ ดร. นิเวชน์ อาจจะมีน้ำหนักกว่า บทวิเคราะห์ แต่บังเอิญอาจจะไม่ใช่ style การเล่นที่ท่านเอามาใช้ได้ เพราะอย่างที่กล่าวมาแล้วว่า นักลงทุนมักจะมี style ที่ชัดเจนเป็นของตนเอง

อย่างไรก็ดีผมขอแนะนำให้เปิดใจ กับการลงทุนหลายๆ แบบ เพราะท่านเองจะรู้ในที่สุดว่ามันจะให้ประโยชน์เมื่อถึงเวลาของมัน

หากสนใจทดลองใช้งานโปรแกรม investorPlugin ได้ฟรี 14 วัน คลิ๊กเลย

Tel :: 02 166 3159-61 # 103-106
Email :: sales@investorz.com

แกะรอยหยักสมอง รวยหุ้นหมื่นล้าน แบบ Buffett


แกะรอยหยักสมอง รวยหุ้นหมื่นล้าน แบบ Buffett





ผู้เขียน: ภาววิทย์ กลิ่นประทุม
ผู้แปล ผู้เรียบเรียง: N/A 
ปี: 2010
สำนักพิมพ์: Stock2morrow

อย่างที่ผู้เขียนเกริ่นนำในเล่มแล้วว่า มิได้อ้างถึงหลักการ การลงทุนของ Warren Buffett แต่อย่างใด รูปแบบการเขียนเป็นแบบ columnist คือ เสมือนการรวบรวม บทความสั้นหลายตอน จาก Blog ของ ผู้เขียนก็เป็นได้ ถ้าท่านเป็นผู้หนึ่งที่ชอบติดตามผลงานของ Bloggers อย่างของ อาจารย์ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร หรือ ชมรมคุณลุงโฉลก แล้วละก็ นักคิดหนุ่มไฟแรงท่านนี้ เป็นอีกมุมมองที่น่าติดตามทีเดียว แม้กระทั่งถึงกับให้หุ้นเป็นตัวๆกันเลย
ด้วยลักษณะเนื้อหาที่เป็น แบบตอนๆ จึงไม่ขอแนะนำให้อ่านต่อเนื่องหลายๆตอนในคราวเดียว แต่คงจะเหมาะกับการหยิบอ่านในเวลาว่างหรือตอนพักผ่อน ดังในรูปของหน้าปก ซึ่งเป็นรูปถ้วย Expresso
อนึ่ง ผู้เขียนเล่าถึงประสบการณ์การทำงาน ไฟแรงแบบพุ่งเข้าชน กับกิจการส่วนตัวในช่วงวัยเรียน ต้องพบกับอุปสรรคต่างๆ เป็นบทเรียนที่จะนำมาซึ่งความสำเร็จในอนาคต จึงขอแนะนำให้กับวัยรุ่นไฟแรงทุกๆท่านที่กระหายความสำเร็จ ได้สัมผัสถึงประสบการณ์ของผู้เขียน ทั้งข้อคิดก่อนและหลังเริ่มกิจการ

Investment Style:

ทำไมไม่ใช่ Warren Buffett ผู้เขียนชื่นชมวอเร็นเป็นทุน แต่เลือกที่จะเปิดโอกาสการลงทุนให้หลากหลายขึ้น คงจะเป็นด้วยความคล่องแคล่วในการเลือกโอกาสการลงทุน และตรรกที่เป็นเริด จึงสนใจการเคลื่อนตัวของ Economic Cycles, Business Cycles, Boom/Bust, World Politics, Populations, และ World Consumptions. ผู้เขียนยังพูดถึง Suicide Rate ในมุมมองของการวัดความซบเซาของเศรษฐกิจ ผู้เขียนเน้นถึงการหาโอกาสการลงทุน จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจ การเติบโตของกลุ่มคน ที่เรียก GEN ต.ย. GEN Y, X, และ Z.

Analyzation: 

การคิดหา Competitive Advantage สำหรับการเลือกหุ้น เป็นตัวอย่างสำคัญ ที่ผู้เขียนวิเคราะห์ให้เป็นตัวอย่างที่ดีอาทิ หุ้นกลุ่ม LPN, AIS, SCASSET เป็นต้น อ่านก่อนรู้ก่อนครับ
การเล่นสวนทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่คุยกันเล่นๆว่า "ชาวสวน" นั้นจำเป็นต้องดูสถานการณ์ ให้ดีเสียก่อน อาทิเช่น การเล่นสวนกับ ข่าวร้าย ขายเมื่อข่าวดี ข้อควรระวังคือบางครั้งข่าวดี ก็ตามได้ ข่าวร้ายก็ร้ายจริง ทั้งนี้ในบางครั้ง ก็ควรรอให้ข่าวต่างๆจางหายไปก่อนที่จะเล่นก็มี จึงขอให้นักลงทุน ศึกษาให้ดีก่อนจะเล่นตามทฤษฎีต่างๆ



หากสนใจทดลองใช้งานโปรแกรม investorPlugin ได้ฟรี 14 วัน คลิ๊กเลย

Tel :: 02 166 3159-61 # 103-106
Email :: sales@investorz.com

HOW TO MAKE MONEY SELLING STOCKS SHORT


HOW TO MAKE MONEY SELLING STOCKS SHORT



ผู้เขียน: William O'Neil with Gil Morales
ผู้แปล ผู้เรียบเรียง: N/A
ปี: 2005
สำนักพิมพ์: Wiley

ที่่จริงผมอ่านหนังสือเล่มนี้เมื่อห้าปีที่แล้ว ช่วงนี้ที่่ทำงานมีงานยุ่งสุดๆ จึงขอเอาเล่มนี้มาแนะนำครับ ผมเชื่อว่าท่านจะไม่ผิดหวังแน่นอนถ้ามีมันไว้ครอบครอง สำหรับผมมันได้ให้ความคุ้มค่าแบบสุดๆ เมื่อผมนำมาปรับใช้เป็นกลยุทธ์หลักในช่วงเวลาวิกฤตของตลาดหุ้นในช่วง ปี 2007 ตลาดแฮมเบอร์เกอร์ crisis นั้นเอง
หนังสือเล่มนี้ คงจะสร้างความฉงน งง งวย ไม่น้อย หากท่านไม่มีพื้นฐาน ของ Technical แม้แต่น้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่่อง Chart Patterns ที่สำคัญหากท่านยังไม่เคยนำเอา Chart Patterns ไปใช้จริง และไม่สามารถใช้ประโยชน์กับมันได้ละก็ ไม่ต้องอ่านเล่มนี้เลยครับ
โดยธรรมชาติท่านจะเริ่มรู้ตัวว่าท่านได้เข้าใจ Chart Patterns ก็ต่อเมื่อ ในการลงทุนจริงของท่าน จังหวะที่ท่านเข้าซื้อ เป็นจุดที่สร้างความได้เปรียบ ทั้งในเรื่องของต้นทุนราคา เรื่่องจิตวิทยา และเรื่่อง Fundamental พร้อมๆกัน
Chart Pattern ในการขายจะ มีความตรงข้าม กับรูปแบบในการซื้อขาขึ้นอย่างสิ้นเชิง นั้นก็คือ มันจะต้อง เป็นจุดที่ ไม่น่าเข้าซื้อเป็นอย่างยิ่ง ทั้งในเรื่องต้นทุน เรื่องจิตวิทยา และ Fundamental นั่นเอง    

ช็อตได้เพียงไม่กี่จุด

รูปการช็อต

ในหนังสือจะเน้น การเข้าช็อต เมื่่อตลาดกำลังจะเกิดวิกฤตในมหาภาคเท่านั้น ดังนั้นสำหรับท่านที่ต้องการช็อตหุ้นรายวัน ละก็ มันก็ไม่อะไรเขียนในเรื่องนี้
หนังสือ จะเขียนไว้เพียง 50 หน้าแรกเท่านั้น ที่เหลือเป็นรูป chart เป็นร้อยๆหน้า
จังหวะจะมีเพียง 4-5 จุด เท่านั้น ทั้งที่หุ้นจริงจะร่วง เป็นปีๆ

ช็อตหุ้นที่ดีที่สุด

มันคงจะเป็นประโยคที่หลายคนจะส่ายหัวให้ แต่ที่จริงมันคือหลักการที่ถูกต้องอย่างยิ่ง ทำไม? ผมใส่รูป บริษัท 3M ผู้ผลิต สก็อตไบท์ บริษัทที่หลายคนว่าไม่มีวันตาย ท่านจะเห็นอย่างชัดเจนว่า มันก็ไม่พ้นชะตา เมื่อวิกฤตมาถึง และหากท่านได้ ช็อตหุ้นตัวการ ทั้งพลังงาน และ finance ที่ทำให้เกิด บับเบิล ครั้งใหญ่ตอน 2007 ละก็ กำไรก็จะมากทีเดียว ที่สำคัญสุดๆก็คือ ท่านจะได้ โอกาสในการ ซื้อขาขึ้น ตอนที่ หลายๆคนอาจจะเลิกเล่นหุ้นไปแล้วด้วยซ้ำ

แนะนำให้ช็อตหุ้นตอน ยอดเลยครับอาจจะยากแต่ทำได้

จุดช็อตจะเป็นจุดสูง เสมอเพราะถ้าคุณช็อตตอนมันตกลงมาแล้ว คุณจะถูกนักช้อนหุ้นเข้าเล่นงาน
จุดที่ควรช็อต ก็คือยอดแรก จากนั้นให้ช็อตเพิ่มเติม ในยอดถัดๆมา คุณควรจะช็อตหุ้นที่มีเงินมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หุ้นที่ถูกซื้อกันอย่างเหลวไหล ส่วนใหญ่มักจะเป็นหุ้นเต็งๆ ในตลาดที่คนให้ความสำคัญอย่างผิดๆนั้นเอง 



หากสนใจทดลองใช้งานโปรแกรม investorPlugin ได้ฟรี 14 วัน คลิ๊กเลย

Tel :: 02 166 3159-61 # 103-106
Email :: sales@investorz.com

วัดมูลค่าหุ้นด้วยตัวคุณเอง:หนังสือการลงทุนเล่มเล็กๆ บนโต๊ะของนักลงทุนรายย่อย


วัดมูลค่าหุ้นด้วยตัวคุณเอง:หนังสือการลงทุนเล่มเล็กๆ บนโต๊ะของนักลงทุนรายย่อย



ผู้เขียน: นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ (สุมาอี้) 
ผู้แปล ผู้เรียบเรียง: N/A 
ปี: 2551
สำนักพิมพ์: เดคิซูกิ ดอท เน็ท

หนังสือเล่มนี้น่าจะหาซื้อได้ง่ายจากร้านหนังสือทั่วไป หน้าปก และรูปเล่มก็กะทัดรัด สวยงาม คิกขุ น่าสนใจมากทีเดียว ใช้ตัวหนังสือขนาดอ่านสบายๆ และตัวอักษรแบบเป็นกันเอง เนื้อหาในเล่มจะเน้นที่วิชาการมากทีเดียว มีสูตรคำนวณต่างๆ เหมือนในหนังสือเรียนมหาวิทยาลัย หรือ หนังสือเตรียมสอบสาขาวิชา finance หมวด asset valuation  
หากท่านเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกว่า วิชา finance นั้นทำความเข้าใจยากแล้ว แต่ท่านสนใจหนังสือที่ช่วยท่านได้ในหมวดวิชานี้ นี่คือสิ่งที่คุณตามหาอยู่ ผมขอให้เกียรติผู้เขียน ในการสรุปเนื้อหาจาก textbooks ย่อยลงมาจนเป็นเล่มที่อ่านสบายๆ สูตรสามารถทำความเข้าใจได้ง่าย เรียกได้ว่า ความง่าย คือ เป็น 10 เท่าของการอ่านเนื้อหาเดียวกันจาก textbook อย่างไรก็ดีเนื้อหาก็ยังอาจจะยากอยู่บ้าง  

ASSET VALUATION

เนื้อหาจะเป็น เรื่องของการประเมิน มูลค่าของราคาหุ้นแบบ สไตล์คลาสรูม เป็นแบบสากล ตามทฤษฏี Finance โดยจะเน้นการประเมิน แบบเป็นหุ้นๆไป คือ คำนวณโดยเทียบกับ การเปลี่ยนแปลงของ อัตราค่าเงินเฟ้อ ผลตอบแทนของการลงทุนบนความเสียงที่ต่ำ อาทิ พันธบัตร ค่า Beta ของตลาด และ การเติบโตของเศรษฐกิจของโลก ของไทย ทั้งหมด มาดูผ่านผลประกอบการของบริษัท อาทิ อัตราปันผล กระแสเงินสด การเติบโตของบริษัท เป็นราคาหุ้น...

มีตัวอย่างของการประเมินหุ้นไทย 

ผู้เขียนฝากข้อคิดไว้ด้วย ในการอ่านงบการเงิน จุดที่จะต้องรู้ว่า จะทำให้การประเมินคลาดเคลื่อนมากขึ้น ... นอกจากนี้มีการแบ่งกลุ่มของบริษัทในสไตล์ของ ปีเตอร์ ลินช์ คือ หุ้นโตช้า โตปานกลาง โตเร็ว วัฎจักร ฟื้นตัว มูลค่าแฝง  

ข้อคิด

หากท่านต้องการนำไปประยุกต์ใช้จริง ท่านควรจะนำเรื่องของ Value แบบ องค์รวมของบริษัทเข้ามาประกอบด้วย การตีความว่าหุ้นนั้น จะถูกหรือแพงมักจะมาจาก สถานการณ์ต่างๆ ที่บริษัทเผชิญอยู่ด้วย รวมถึงความสามารถของผู้บริหาร ตัวสินค้า ความได้เปรียบทางกฎหมาย ๆลๆ
อีกอย่างที่ควรดูอย่างยิ่งคือการเปรียบเทียบ ระหว่างหุ้นที่ท่านสนใจ ในความเป็นจริงเราควรจะรู้ value ของทั้งตลาดก่อนที่จะนำค่าการเงินของบริษัทรายตัวไปพิจารณา

หากสนใจทดลองใช้งานโปรแกรม investorPlugin ได้ฟรี 14 วัน คลิ๊กเลย

Tel :: 02 166 3159-61 # 103-106
Email :: sales@investorz.com

How I Made $2,000,000 in the Stock Market

How I Made $2,000,000 in the Stock Market


ผู้เขียน: Nicolas Darvas
ผู้แปล ผู้เรียบเรียง: N/A 
ปี: 1960
สำนักพิมพ์: Martino Fine Books

Darvas เป็นต้นแบบ เป็นคนสำคัญที่ลงทุนสไตล์ Focus คือลงทุนหุ้น น้อยตัว หนักแน่น ไม่ถือหุ้นไม่ดีที่ทำให้เสียหาย เขาคือคนหนึ่งที่นำเอาเรื่องการลงทุนแบบ เทรดอัตโนมัติ มาช่วยตัดความลังเลออกจากการเล่นหุ้น 
     สไตล์ของ Darvas ถูกนำมาศึกษามากจน ครั้งหนึ่งตลาดอเมริกาต้องปรับปรุงระบบคอมพิวเตอร์ในการเทรดใหม่ให้ลองรับการ ซื้อขายแบบรอจุด ที่จะซื้อขายในขณะที่นักลงทุนสไตล์นี้ตั้งเตรียมไว้ก่อนแล้ว

ใช้ระบบที่ทำให้ถือได้ยาวขึ้น และออกก่อนที่หุ้นจะผิดปกติ

PRO:

     ตอนนี้มีคนซื้อลิขสิทธิ์แล้วไม่ช้าคงจะมีหนังสือแปลออกวางจำหน่าย ผมขอให้ท่านที่ยังจับจุดไม่ได้ว่า อะไรทำให้การลงทุนในระยะยาวเสียหาย และอะไรคือจุดสำคัญที่ทำให้การลงทุนเป็นแบบก้าวกระโดด Darvas ลงทุนโดยทดลองหลายวิธีเหมือนนักลงทุนโดยทั่วไป จนกระทั่งเขาปิดประตูแพ้ หรือการกระทำที่ทำให้เค้าล้มเหลวทั้งหมด จนเหลือแต่ทางที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ
ProgramInvestor 5.0 จะมีสูตรของ Darvas ในตัว


แนะนำให้ไปต่อยอด มีหลักความคิดดีมากมาย
CON: 

 

 

 

หากสนใจทดลองใช้งานโปรแกรม investorPlugin ได้ฟรี 14 วัน คลิ๊กเลย

Tel :: 02 166 3159-61 # 103-106
Email :: sales@investorz.com

พลิกชีวิตด้วยการลงทุน เซียนหุ้นพันล้าน

พลิกชีวิตด้วยการลงทุน เซียนหุ้นพันล้าน


ลงทุนให้มั่งคั่งอย่าง ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร



ผู้เขียน: ประภาคาร ภราดรภิบาล
ผู้แปล ผู้เรียบเรียง: N/A
ปี: 2553
สำนักพิมพ์: วิง มีเดีย จำกัด

หนังสือเล่มนี้ขอจัดว่า อยู่ระดับน่าแนะนำอย่างยิ่ง สำหรับแฟนๆหนังสือ ของ ดร. นิเวศน์ นั้นไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง แม้สำหรับนัก Technical ผมก็ขอแนะนำเช่นกัน ที่จริงผมอยากให้ทุกท่านได้อ่าน

ในหนังสือกล่าวถึงตารางผลตอบแทนที่ ดร. นิเวศ ตั่งแต่ ปี 2540 เนื่องจากมีความสำคัญมาก ผมจึงขอ จดมาวางไว้ให้เห็นด้วย หวังว่าท่านเจ้าของหนังสือคงจะไม่ว่าอะไร
ปี พ.ศ. ผลตอบแทนของ ดร. นิเวศน์ SET 
 254012.9 -52.7 
 254145.8 -4.5 
 254246.2  35.5
 254322.2 -44.1 
 254471.2  12.9
 254574.7  17.3
 2546145.5 116.6 
 2547-28.2 -13.5 
 254823.9 6.8 
 254936.6  -4.8
 2550 7.1 26.2
 2551 -14.6 -47.5
 2552 140.5 63.3
 AVG 44.9 8.6

เมื่อดู การเติบโตอย่างนี้แล้วก็อย่ากให้ท่านลองเอาไปเทียบกับ เซียนหุ้นอีกท่านหนึ่ง Buffettท่านจะเห็นว่า ดร. นิเวศน์ ทำได้ดีกว่า Buffett และผมต้องขอบอกต่อไปอีกว่า ดีกว่า พ่อมด ซอรอส ด้วยซ้ำไป จุดที่ผมขอชี้เพิ่มเติมคงไม่พ้นเรื่องตัวเลข ที่โด่งกว่า Buffett อาทิ  145%, 140% และตามด้วย ตัวเลข -28% เป็นต้น  ทั้งนี้ ไม่ต้องแปลกใจเลย เพราะสำหรับตลาดบ้านเรานั้น หุ้นบริษัทในตลาดเรานั้น ยังถือว่าเล็กมาก เมื่อเทียบกับ US หุ้นบ้านเราต้องยกเป็น Growth Stocks ซะส่วนใหญ่ Growth โดย ธรรมชาติจะขึ้นและลงแรงกว่า หากว่า บริษัทไทยสามารถขยายขอบเขตการแข่งขันไปได้ ในเชิง Globalization บริษัทอาจจะมี ขนาดแบบ Blue Chip จริงๆ ได้แต่ ปัจจุบัน ยังเป็นเรื่องที่ต้องพยายามต่อไป
แถม 2551 นั้น ดร. ติดลบน้อยมากเมื่อเทียบกับตลาด เรียกว่าอยู่ในเกณฑ์ ที่ไม่มีผลต่อพอร์ตโดยรวมด้วย (อนึ่งสำหรับท่านที่ดู Technical เป็นสามารถ short ตลาดได้เพราะตลาดพลังงานนั้น Bubble อย่างเห็นได้ชัด) ชี้ให้เห็นว่า ดร. ลงทุนหุ้นในจังหวะที่ดีคือมี Margin of Safety สูงมาก เพราะช่วงเดียวกันตลาดหักหัว -50% โอกาสที่ หุ้นในพอร์ตลงหนักนั้นสูงมากๆ ดังนั้นคะแนน technical ต้องให้เต็ม เพราะ ดร. ลงทุนในจังหวะที่ดี เรื่องนี้คงไม่ต้องสงสัยมากนักเพราะส่วนตัวก็ไม่เคยเห็นนักลงทุนที่เก่งๆติดหุ้นจนเสียหายครับ มีแต่ว่าใช้จังหวะดี และดีมาก

หนังสือชี้ถึงจุดที่สำคัญๆ อย่างชัดเจนในผลงานของเงินพันล้านของ ดร. ไม่ว่าจะเป็นการ Focus ให้เงินเม็ดใหญ่อยู่กับจังหวะและหุ้นที่ดีที่สุดในพอร์ต การใช้วิกฤตเป็นโอกาสที่สร้างการลงทุนที่ยอดเยี่ยม การถือให้สุกงอม ก่อนจะหาโอกาสใหม่ๆ ทั้งหมดนี้เป็นคูณสมบัติที่ทำให้ประสบณ์ความสำเร็จในการลงทุน
  
นอกจากนี้ผู้เขียนยังจดข้อความต่างๆจาก ดร. ประวัติสังเขป น่าสนใจมากๆ สำหรับท่านที่ต้องการพัฒนาการลงทุน ต้องอ่านครับ ในส่วนถัดไปผมขอแนะนำเพิ่มเติม กับท่านผู้อ่าน ในความเห็นส่วนตัว ตรงจุดยุทธศาสตร์ที่พอร์ตของ ดร. กำไรเป็นพอร์ตพันล้าน หรือ 50X

จุดยุทธศาสตร์ ของพอร์ตพันล้าน

ขั้นต้นท่านจะต้อง Target การโตของพอร์ต ให้ได้ ประมาณ 10x สำหรับ 1 ช่วงเวลา
การเติบโตของพอร์ต 10x โดยจะเป็นลักษณะนี้
อาทิ เริ่ม 1 ล้านบาท รวม margin ท่านน่าเล่นได้ 2-3 ล้านหรือมากกว่า การ เอมคือ แค่ประมาณ 100-200% gain หลังการเล่น ครั้งนี้ ท่านควรมีขนาดพอร์ตที่ ขนาด 2-3 ล้านบาท
ด้วยเงิน 2-3 ล้าน ท่านจะเล่นได้ ประมาณ 6-8 ล้านเมื่อรวม margin ด้วย จากนั้นก็ เอม 100-200% อีกครั้ง ถ้าท่านลงเอยดี จะมี พอร์ตจะมีเงินสดที่ 10 ล้านโดยประมาณ คือ 10x จากเริ่มต้น
เซียนส่วนใหญ่จะใช่ หุ้นเพียง 2-3 ตัว ในรอบของการลงทุน ที่เราเรียกว่า Wining BACK to BACK คือ ลงหนักกับหุ้นที่โต เป็น 100% โดยจับเพียง 2-3 ตัวเท่านั้น
สำหรับ ดร. จะเป็น STANLY คือที่ 17 ล้าน กลายเป็น 50 ล้าน แล้วขายออก 
แล้วตามด้วย HMPRO 50 ล้าน และ IRC 50 ล้าน 2 ตัวโต ประมาณ 50%
ทีนี้ก็ซื้อ CPALL ถึง 200 ล้าน ซึ่งมันคูณเข้าไปถึง 2-3 เท่าในเวลาถัดมา ทำให้พอร์ตโดยรวมเป็น 1000 ล้าน
จุดเด่นอีกจุดคือการหา หุ้นที่จ่ายปันผลดีๆด้วยครับทำให้การถืออุ่นใจยิ่งขึ้น
โชคดีครับ



หากสนใจทดลองใช้งานโปรแกรม investorPlugin ได้ฟรี 14 วัน คลิ๊กเลย

Tel :: 02 166 3159-61 # 103-106
Email :: sales@investorz.com

The First Billion is The Hardest


The First Billion is The Hardest


ผู้เขียน: T. Boone Pickens
ผู้แปล ผู้เรียบเรียง: N/A
ปี: 2008
สำนักพิมพ์: Random House, Inc. NY


คะแนนเต็มในทุกๆด้าน ที่จริง หนังสือเล่มนี้เขียนเพื่อเล่าประวัติ ของ บูน และ ความเห็นของเค้าเกี่ยวกับ พลังงาน และ การลงทุนในพลังงาน แต่มันกลับเป็นหนังสือที่เราขอแนะนำว่าเป็น หนังสือที่เหมาะกับผู้ที่ต้องการความสำเร็จในการลงทุน ทั้งใน futures และ stocks อย่างแท้จริง
ถ้าคุณไม่เชื่่อลองอ่านคำชมเชยจาก นักลงทุนที่ท่านจะปฎิเสธไม่ได้ Warren Buffett
"Boone's analysis of America's energy situation is 100 percent on the money... The country should listen to him - now!" -- Warren Buffett, Chairman and CEO, Berkshire Hathaway
Warren ไม่ได้เพียงแค่อ่าน แต่ การลงทุนครั้งสำคัญของ Warren ล่าสุด เองชี้ให้เห็นว่า ความเห็นของ Boone มีอิทธิพล ต่อความคิดในการลงทุนของ Buffett มากๆ หนึ่งคือการที่เค้าลงทุนหนักกับบริษัทน้ำมันในจีน แต่ไม่ใช่ บริษัทน้ำมันในอเมริกาเอง สองคือการที่เค้าลงทุนที่เค้าเรียกว่า หมดหน้าตัก กับบริษัทถ่านหินที่สำคัญในอเมริกา
และทีสำคัญ หนังเรื่อง Wall Street 1987 Gordon Gekko ก็ถูกยก มาจากการศึกษาชีวิตจริงของเค้า (แต่ในเรื่องที่ดี)

เสียถึง 97% แต่กลับมาเป็นเศรษฐีพันล้านสหรัฐ

เริ่ม 2 ล้านกลายเป็น 4-5 พันล้านเหรียญ ใน 5 ปี แถมยัง เริ่มลงทุนตอน อายุ 70 แล้ว !

จุดสำคัญคืออะไร?



บูนให้ความสำคัญกับสุขภาพมากๆ

เค้าเชื่อว่า ถ้าใจเข้มแข็ง ร่างกายต้องตามมาด้วย 

คิดใหญ่

บูนสามารถที่จะเทคโอเวอร์ บริษัทที่ใหญ่กว่าตนเองมากๆได้ เค้าเชื่อในการลงทุนที่ ถือเรื่องโอกาสเป็นตัวตั้ง 

ก่อนก็ไม่ได้หลังก็ไม่ได้

บูนลงทุนหลายครั้งแต่ครั้งสำคัญมาจากที่เค้ามีประสบการณ์ มากแล้วเกี่ยวกับพลังงาน

หากสนใจทดลองใช้งานโปรแกรม investorPlugin ได้ฟรี 14 วัน คลิ๊กเลย

Tel :: 02 166 3159-61 # 103-106
Email :: sales@investorz.com

แกะรอยหยักสมอง รวยหุ้นหมื่นล้าน ภาค 2

แกะรอยหยักสมอง รวยหุ้นหมื่นล้าน ภาค 2




ผู้เขียน: ภาววิทย์ กลิ่นประทุม
ผู้แปล ผู้เรียบเรียง: NA
ปี: 2011
สำนักพิมพ์: สต็อคทูมอร์โรว์, สนพ.

 เล่มนี้เป็นภาคต่อของหนังสือชุดขายดี แกะรอยหยักสมอง รวยหุ้นหมื่นล้าน จากภาคแรกจะเข้มข้นเรื่องการ วิเคราะห์หุ้น รายตัวรายบริษัท เล่มนี้จะเล่าถึง เรื่องของผู้เขียนมากขึ้น และเกี่ยวการการหาโอกาส และจังหวะชีวิต  ในการลงทุนเพื่อความสำเร็จทางการเงิน ผู้เขียนเป็น หนุ่ม รูปหล่อ ฉลาด น่าคบมากๆ มีความคิดกว้างไกล เมื่ออ่านเล่มนี้จบแล้วผู้แต่งน่าจะออกหนังสือไปแล้ว อีก 2 เล่ม เก่งจริงๆ ถ้าท่านสนใจลองติดตามผลงานของผู้เขียนได้ใน บล็อกของเขาหรือกับ สำนักพิมพ์ stock2morrow.com เนื้อหาในเล่มค่อนค่างหลากหลาย อ่านได้เรื่อยๆ มี่ทั้ง การเงินในไทยต่างประเทศ และ อื่นๆอีกมาก



หากสนใจทดลองใช้งานโปรแกรม investorPlugin ได้ฟรี 14 วัน คลิ๊กเลย

Tel :: 02 166 3159-61 # 103-106
Email :: sales@investorz.com

Ads Inside Post