วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

4 หลักการสยบหุ้นไทย



Eanning Per Share (EPS)
คือกำไรต่อหุ้น ผลกำไรต่อหุ้นจะชี้ให้เห็นถึงการบริหารส่วนทุนรวมทั้งหนี้ว่าก่อให้เกิดรายได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งผู้ถือหุ้นได้แก่ เจ้าของบริษัทหรือผุ้ลงทุนจะคำนึงถึงอัตราส่วนตัวนี้มาก

EPS = EAT / จำนวนหุ้นของบริษัททั้งหมด

ค่า EPS นี้ยิ่งสูงยิ่งดี ค่า EPS ควรจะมีค่ามากน้อยเพียงใดจึงจะเหมาะสม ปกติค่าอัตราส่วนนี้ยิ่งสูงยิ่งดี ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่ว่าอยู่ในธุรกิจประเภทใด ดังนั้นจึงมักจะเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมเดียวกัน กล่าวคือ ถ้าหากค่าอัตราส่วนของบริษัทสูงกว่าค่าเฉลี่ยก็แสดงว่าบริษัทนั้นมีการบริหารส่วนทุน อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ได้ผลกำไรต่อหุ้นสูง

Dividends Per Share (DPS)
คือเงินปันผลต่อหุ้นที่จะแบ่งสรรให้ผู้ถือหุ้น โดยอาจแบ่ง EAT ส่วนหนึ่งสำหรับไว้ลงทุนต่อหรือขยายกิจการตามความเหมาะสม และอีกส่วนหนึ่งแบ่งสรรให้แก่ผู้ถือหุ้น ซึ่งจะมีสูตรการคำนวณ คือ

DPS = Dividend / จำนวนหุ้นของบริษัท

= EAT ที่จัดสรรให้ผุ้ถือหุ้น / จำนวนหุ้นของบริษัท

PBV (Price Book Value)
คือมูลค่าส่วนผู้ถือหุ้น หรือถ้าความหมายจริงๆ ก็คือ มูลค่าของทรัพย์สินที่หักด้วยหนี้สินแล้ว เหลือเป็นมูลค่าของผู้ถือหุ้นเท่าไร
มูลค่าทางบัญชี มันจึงเกิดปัญหาขึ้นมาคือ การลงบัญชีนั้นแต่ละบริษัทอาจบันทึกสินทรัพย์และหนี้สินแตกต่างกันไป เช่นสินทรัพย์ถูกกำหนดให้บันทึกมูลค่าที่ราคาทุน คือราคาที่ได้สินทรัพย์นั้นมา บางบริษัทมีที่ดินที่บันทึกไว้เมื่อ 20 ปีที่แล้ว พอมาถึงปัจจุบันมูลค่าของที่ดินเพิ่มขึ้นมาหลายเท่าตัว แต่มูลค่าที่บันทึกลงในบัญชีนั้นยังมีมูลค่าเท่ากับเมื่อ 20 ปีที่แล้ว หากไม่มีการประเมินมูลค่าและบันทึกบัญชีใหม่มูลค่าก็ยังคงบันทึกเอาไว้เท่าเดิม มูลค่าทางบัญชีนี้ถ้าหากเราเข้าใจลึกซึ้งก็สามารถช่วยให้เราค้นพบบริษัทที่น่าลงทุนได้ไม่ยาก

P/E (Price/Earning per Share)
คืิอ ถ้าสมมติว่ากำไรของบริษัทไม่เติบโตเลย P/E 
จะหมายถึงระยะเวลาคืนทุน เช่น P/E 5 เท่าหมายถึงระยะเวลาลงทุน 5 ปี ... P/E นี่ยิ่งต่ำยิ่งดีครับ




หากสนใจทดลองใช้งานโปรแกรม investorPlugin ได้ฟรี 14 วัน คลิ๊กเลย

Tel :: 02 166 3159-61 # 103-106
Email :: sales@investorz.com

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Ads Inside Post